เรียนต่อมัธยมที่อเมริกา

เรียนต่อไฮสคูล ชั้นมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

หนึ่งในประเทศที่ผู้ปกครองและน้องๆ มักนึกถึงและใฝ่ฝันในการไปเรียนต่อต่างประเทศย่อมหนีไม่พ้นประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความก้าวล้ำทางด้านการศึกษาและวิชาการเป็นอย่างมาก สำหรับประเทศไทย แม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่จะเลือกไปเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการแลกเปลี่ยนแบบ J-1 เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปีเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม นักเรียนไม่สามารถเรียนต่อในระยะยาวได้ เนื่องจากเป็นการเรียนในโรงเรียนรัฐบาลผ่านวีซ่าแบบ J-1 ดังนั้น นักเรียนในโครงการ J-1 ถ้าหากมีความประสงค์ต้องการเรียนต่อในปีที่ 2 จะต้องทำการย้ายโรงเรียนเพื่อไปเรียนในโรงเรียนเอกชนและกลับมาสมัครวีซ่าใหม่เป็นแบบ F-1

การเรียนต่อมัธยมในอเมริกาแบบระยะยาว (F-1)

สำหรับนักเรียนที่มีความสนใจไปเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกาในระยะยาว หรือไม่ใช่โครงการแลกเปลี่ยนก็สามารถทำได้เช่นกัน หากแต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงขึ้นมากกว่าการไปแบบโครงการแลกเปลี่ยนอยู่เล็กน้อย ซึ่งโดยทั่วไป การไปเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกาแบบ F-1 นั้น ค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 7 แสนบาทต่อปี แต่ทางผู้ปกครองและน้องสามารถเลือกเมือง รัฐ และโรงเรียนที่จะไปได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการไปแบบโครงการแลกเปลี่ยน

สำหรับท่านผู้ปกครองหรือน้องๆนักเรียนที่กำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการไป เรียนต่อในประเทศสหรัฐอมเริกา, เรียนต่อมัธยมที่อเมริกา ทาง GENT ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และรายชื่อโรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้น้องๆและผู้ปกครอง มีความเข้าใจมากขึ้น ก่อนตัดสินใจไป “เรียนต่ออเมริกา”

เรียนต่อมัธยมศึกษาในอเมริกา โรงเรียน CATS Academy Boston

ระบบการศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านการเรียนการสอนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเน้นเรื่องของการเป็นตัวของตัวเองและมีอิสระทางความคิดและคำพูดภายใต้การให้เกียรติและเคารพต่อตนเองและบุคคลอื่น จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ โดยโครงสร้างระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็น 4 ช่วงได้แก่ 1. ระดับประถมศึกษา (Primary School): Grade 1 – 6 สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 5 – 12 ปี 2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Middle School): Grade 7 – 8 สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 13 – 14 ปี 3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (High School): Grade 9 - 12 สำหรับนักเรียนอายุ 15 - 18 ปี 4. ระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี โท และ เอก ทั้งนี้สำหรับการเรียนปริญญาตรีนั้น นักเรียนสามารถเลือกเรียนในรูปแบบของการเรียนแบบอนุปริญญาได้ กล่าวคือ นักเรียนสามารถเลือกเรียนในวิทยาลัยชุมชน (Community College) เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะ Transfer ย้ายที่เรียนเพื่อไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีในชั้นปีที่ 3 และ 4 ในมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลในเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งการเรียนในระดับปริญญาตรีในชั้นปีที่ 1 และ 2 ที่วิทยาลัยชุมชน (Community College) นั้นจะมีค่าเล่าเรียนที่ถูกกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี
ประเภทของโรงเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกา

1. โรงเรียนรัฐบาล (State School) นักเรียนต่างชาติสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลได้ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนและวีซ่าแบบ J-1 เท่านั้น โดยนักเรียนต่างชาติสามารถเรียนได้สูงสุดในโรงเรียนรัฐบาลไม่เกิน 1 ปีการศึกษา

2. โรงเรียนเอกชน (Private School) เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความกว้างใหญ่และมีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือบริเวณที่ตั้ง ดังนั้นจึงทำให้การเรียนต่อมัธยมในประเทศสหรัฐมอเมริกานั้นมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน โดยเริ่มต้นที่ประมาณปีละ 7 แสนบาทสำหรับโรงเรียนในเมืองหรือรัฐที่อยู่ไกลความเจริญ หรืออาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 2 ล้านบาทต่อปีสำหรับโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่และมีความเข้นข้นทางด้านวิชาการในการเตรียมความพร้อมนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

สำหรับโรงเรียนเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนแบบ Day School หรือไปกลับคือพักอยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ แต่ก็ยังมีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอีกหลายโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนแบบ Boarding School แต่โรงเรียน Boarding School ส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากรวมค่าที่พักและกินอยู่ โดยโรงเรียนประจำในประเทศสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1.2 ล้านบาท

หลักสูตรการเรียนมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับการเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น โดยทั่วไป หากนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนและสามารถจบการศึกษาในระดับชั้น Grade 12 ได้ นักเรียนจะได้ใบประกาศนียบัตรหรือที่เรียกว่า High School Diploma ซึ่งสามารถนำเกรดและใบประกาศนียบัตรไปยื่นเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับนักเรียนบางคนที่ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน โดยทำการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา ก็สามารถที่จะสอบให้จบและได้ใบประกาศนียบัตรได้เช่นกัน โดยจะได้วุฒิการศึกษาที่เรียกว่า General Education Diploma (GED) ซึ่งมหาวิทยาลัยในประเทศไทยในหลักสูตรนานาชาติ รวมถึงมหาวิทยาลัยหลายๆ ที่ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ให้การยอมรับเช่นกัน

ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนที่เรียนในระบบนั้น โดยทั่วไปแล้วการเรียนการสอนของนักเรียนจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับคือ

  1. Advance Placement (AP) นักเรียนสามารถลงเรียน AP ในรายวิชาที่ตัวเองมีความถนัด โดยในเนื้อหารายวิชาก็จะมีรายละเอียดที่ลงลึกลงไป และมีความยากมากขึ้น เพื่อแลกการคะแนนเกรดที่มีค่าน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนน GPA นั้นมีค่าสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกามักจะให้ความสำคัญกับนักเรียนที่เรียนในระดับ Advance Placement อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ทุกโรงเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะมีการเรียนการสอนในระดับ AP แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการเรียนการสอนในระดับ AP ในโรงเรียน ทางโรงเรียนก็อาจมีทางเลือกในการให้ลงเรียน AP แบบ Online Class ได้เช่นกัน
  2. Honor Class สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถุในระดับทั่วไป อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนได้ถึงในระดับ AP แต่ก็มีความต้องการเก็บคะแนนสะสะม GPA เพื่อนำไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคต
  3. College Prep สำหรับนักเรียนหลายๆ คนโดยเฉพาะนักเรียนอเมริกันเอง เมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยมแล้ว นักเรียนหลายๆ คนก็จะเลือกที่จะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นนักเรียนกลุ่มนี้จึงอาจจะเลือกระดับความยากในวิชาที่ระดับที่ไม่ยากมากนัก เนื่องจากไม่ได้ต้องการเข้ามหาวิทยาลัยและต้องการความรู้เชิงวิชาการมากเท่านักเรียนที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเลือกการเรียนในระดับ Honor Class แทน
  4.  ESL สำหรับบางโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลนักเรียนต่างชาติ ก็อาจมีการให้นักเรียนเลือกในหลักสูตร ESL โดยจะเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับเนื้อหาและคำศัพท์ในวิชานั้นๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่ระดับภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่ดีพอในการจะเข้าไปเรียนในระดับ Honor Class หรือ College Prep

ทั้งนี้ในส่วนของการเลือกวิชาเรียน จำนวนวิชาเรียนของโรงเรียนมัธยมในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น จะทำการเรียนการสอนประมาณ 8 วิชาในทุกระดับ กล่าวคือจะเป็นการเรียนในหลากหลายวิชา ไม่เหมือนกับประเทศอังกฤษที่ะเป็นการเรียนจำนวนวิชาน้อยแบบเจาะลึกในการเรียน 2 ปีสุดท้าย ดังนั้นหลักสูตรการเรียนของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเหมาะกับนักเรียนที่ยังต้องการค้นหาตัวเอง และได้ทดลองเรียนในหลายๆ วิชาแบบกว้างๆ มากกว่าการเรียนแบบเจาะลึกในบางวิชาเหมือนเช่นประเทศอังกฤษ

เทอมการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา (Academic Terms)

เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่ และมีความแตกต่างในแต่ละรัฐ ทำให้ระบบเทอมการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. Semester เป็นระบบที่ใช้กันมากที่สุด โดยแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น 2 ภาคคือ
    1. เดือนสิงหาคม - เดือนธันวาคม
    2. เดือนมกราคม - เดือนมิถุนายน
  2. Trimester เป็นระบบที่ใช้กันไม่มากนัก แต่ก็ยังพอมีให้เห็นในบางรัฐและบางมหาวิทยาลัย โดยแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น 3 ภาค คือ
    1. เดือนกันยายน - เดือนธันวาคม
    2. เดือนมกราคม - เดิือนมีนาคม
    3. เดือนเมษายน - เดือนมิถุนายน
  3. Quarter เป็นระบบที่ใช้กันโดยมากในรัฐ Oregon และ Washington โดยแบ่งเทอมการศึกษาออกเป็น 4 เทอมคือ
    1. เดือนกันยายน - เดือนธันวาคม
    2. เดือนมกราคม - เดิือนมีนาคม
    3. เดือนเมษายน - เดือนมิถุนายน
    4. เดือนกรกฎาคม - เดือนสิงหาคม (Summer Term - Optional)